[Travel] ตอน ตะลุยแดนคันไซ ตอนที่1
posted on 10 Apr 2008 23:59 by conch in Me-Zoneเนี้ยว
หายไปนานเลยเนอะเพราะว่าเด๋วนี้เรียนเสร็จแล้วกลับมาถึงห้องก็ สี่-ห้าทุ่มทุกวันแอบเหนื่อย ทำนู้นนี่จัดของ อ่านหนังสือ (มีคำนั่นหลุดออกมาจากปากเราด้วยเนอะ) เล่นเน็ต เลยไม่มีเวลาจะเขียนบล็อคซะที สรุปแล้วเอนทรี่ย์ที่แล้ว เราอ่ะเขียนเรื่องดงบังจนจบนะแต่ว่า เซ็งเพราะว่า เราeditแล้วมันก็หายไปอ่ะ T^T แล้วยังไม่มีเวลาเขียนใหม่ เด๋วเราค่อยเขียนใหม่ล่ะกันนะ วันนี้มาเมาส์เรื่องที่เที่ยวแถบโอซาก้าดีกว่าๆๆๆๆ
เรามาถึงโตเกียวได้สองวัน วันแรกจัดของอยู่ที่ห้อง วันที่สองไปดูดงบัง และอีกวันถัดมาดิฉันก็มุ่งสู่โอซาก้า ก่อนอื่นที่ต้องทำคือไปแลกเป็น JR Rail Passที่ใช้ได้จริง หอเราอยู่ที่ชิบูย่า เราก็เลยจะลองไปขึ้นตั๋วที่นั่น ปรากฎณ์ว่าก็ขึ้นได้อ่าแหละแต่มันเปิดตอน10โมงนี่อ่ะซิ กว่าจะแลกกว่าจะไปนั่งชินคันเซ็นมันต้องใช้เวลานานเด๋ยวได้เที่ยวโอซาก้าน้อยเลยตัดสินใจ นั่งรถไฟไปที่สถานที่โตเกียว (ไม่แนะนำให้ไปเปลี่ยนตั๋วที่นี่เพราะว่าเป็นสถานีใหญ่จะหายากมาก มันเป็นเคาท์เตอร์เล็กๆอยู่ตรงนั้น ) ความจริงแล้วเราสามารถเปลี่ยนตั๋วได้ล่วงหน้า ไม่จำเป็นต้องใช้วันนั้น เด๋วเค้าจะถามเราว่าเราเริ่มใช้วันไหนก็กรอกๆไป โย่วได้ตั๋วมาแล้วก็ไปขึ้นชินคันเซ็นกันเลย
Jr Rail Pass สามารถขึ้นชินคันเซ็นได้แค่ฮิคาริหรือระดับที่ต่ำกว่า ใช้กับโนโซมิไม่ได้นะ แล้วก็เราสามารถระบุที่นั่งได้ด้วย หรือจะไม่ระบุที่นั่งก็ตามสบาย แต่เราไม่เคยระบบุที่นั่ง จะอะไรให้มันยากไปทำไมน่ะ ขึ้นไปรอ มันมีที่นั่งอยู่แล้ว เพราะว่าเรามักไปขึ้นที่ต้นสาย โย่ว!!! ก็นั่งไปเรื่อยๆจนถึงโอซาก้า เปลี่ยนรถไฟอีกสองครั้งกว่าจะถึงโรงแรม โรงแรมนี้แบบว่าเราไปหาและจองจากทางเน็ต เป็นโรงแรมแสนถูกราคา 2100เยน ห้องต่อสองคน แต่ไม่มีห้องในตัว ห้องน้ำรวมอยู่ชั้น1 มีทั้งฝักบัว กับ แช่ลงอ่าง ห้องน้ำโอเคเลยทีเดียว ห้องส้วมก็โอเค จะอยู่ตามชั้นที่ห้องนอนเลย มีเน็ตให้เล่นฟรีข้างล่าง มีไมโครเวฟ มีโต๊ะให้นั่งเล่น เจ้าของใจดีเป็นกันเอง แถมโรงแรมเปิด 24ชั่วโมง กลับดึกแค่ไหนก็ไม่ต้องกังวล
มื้อแรกที่โอซาก้า ไปกินราเมนสูตรคุณแม่ (ตั้งชื่อให้เอง) เดินไปแถวโรงแรมแล้วเจอร้านราเมนที่ดูhomemakeสุดๆเลยต้องเวะเวียนเข้าไปกิน หนังท้องตึงเลยแอบไป(ไม่ต้องแอบก็ได้ไม่มีใครว่า) ธนาคารจะไปโอนเงินค่าบัตรดรีมบอยซะหน่อย แต่ว่าไปถึงธนาคารก็ปิดซะแล้ว เลยไปต่อกันที่ปราสาทโอซาก้า สถานีรถไฟที่นี่จะขำมากกกกก เพราะว่าปกติตามโตเกียว คนขับรถไฟจะไม่ค่อยพูดเองแต่จะเป็นการเปิดเทปว่า สถานีข้างหน้าคืออะไร บลาๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่ที่โอซาก้าเค้าจะพูดเอง ยกเว้นพวกรถไฟไปสนามบินเค้าจะปิดเทปเพราะว่าพูดอังกฤษ ที่นี้ถ้าพูดเองเสียงก็จะต่างตามเวลา เช่นตอนเช้าก็จะดูactive พอตอนดึกๆเสียงพี่แกรก็จะง่วงมาก แบบว่าพวกแกรยังจะมาขึ้นรถไฟอีกทำไม กรูจะกลับไปนอนแล้ว รีบๆกลับบ้านไปๆๆๆ 5 5 5 สำเนียงก็ตลกเหมือนจะไปร้องแร็ปโย่ว ขำมาก ขึ้นรถไฟที่นี่เป้นอะไรที่ขำจริงๆ กลับเข้าเรื่องๆเราไปปราสาทโอซาก้ากันก่อนชิมิ? ไปถึงเค้าก็ปิดที่ขายตั๋วพอดี เซ็งเป็ดมาก แต่เพราะว่าเราเองก็ยังไม่มีโอกาสขึ้นไปดู เพราะมาทัวร์ ทัวร์ก็ให้เที่ยวด้านล่าง แล้วหญิงเองก็อยากดูเลยต้องมาวันใหม่เพราะว่าจะได้ขึ้นไปดู ก็เดินเล่นถ่ายรูปรอบปราสาท เจอคนไทยด้วยแต่เค้าคงมาเที่ยวระยะสั้นก็คุยๆเค้าถามพวกเราว่าอยูที่นี่หรอ? คุณรูมเมทของดิฉันแรดมากตอบว่าปกติอยู่โตเกียวคะ นี่มาเที่ยวโอซาก้า เค้าก็ทำตาลุกวาว 5 5 5 ขำซะไม่มี กลับจากปราสาทโอซาก้า ก็ไปย่านอุเมะดะ ย่านรวมวัยรุ่นมีห้างมากมาย ไปเดินกันได้นะแต่เราคาดว่าคงไม่มีเงินซื้อหรอก ของในห้างญี่ปุ่นแพงจริงๆ เดินไปเดินมาหลงทางถามคนในร้านขายของที่สถานีรถไฟบอกทางผิดอีก เดินวนอยู่นานจนหิวหน้ามืด แวะไปกินโอโคโนมิยากิ ที่ขึ้นชื่อที่โอซาก้า ปรากฎว่าอร่อยจังฮู้....................เดินเล่นซักพักก็กลับที่พัก
ย่างเข้าวันที่สอง ก่อนอื่นมาอิ่มอร่อยกับเซตปลาแซลมอนเพื่อเติมพลังก่อนออกเดินทาง วันนี้ยังคงเที่ยวที่โอซาก้าอยู่เหมือนเดิมเพราะว่าตอนเช้าต้องมาโอนเงินค่าบัตรดรีมบอย ปรากฎณ์ว่าลืมไปว่าธนาคารปิด ไม่สามารถโอนได้เพราะว่าใช้เครื่องบ่เป็น เพราะมันเป็นญี่ปุ่นล้วนๆ พอผิดหวังจากธนาคาร เราจึงเริ่มต้นเที่ยว วันน้จะไปaquariumกัน ค่าเข้า 2000เยน ก็ถือว่าแพงสำหรับเมืองไทยหรือป่าว? เราว่าก็ไม่แพงนะ เข้าไปข้างในดูอลังการณ์ทีเดียว มีหลายๆอย่างเขตร้อน บ้าบอคอแตกไปเรื่อย แรกก็ตื่นเต้นอยู่ เดินวนลงมาเรื่อยๆก็เอ๋????? มันตู้เดิมแต่เค้าให้เดินวนรอบตู้นิ จะดีหรอ??? แต่ว่าปลาที่นี่ดูสุขภาพดี ไม่เหมือนปลาที่พารากอน
จากนั้นก็นั่งรถไปสายเดียวกันไปพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับท้องทะเลของญี่ปุ่น มีเรือมีเรื่องราว บลาๆๆๆๆๆๆ ซึ่งอ่านและฟังไม่รู้เรื่อง ถ้ารู้เรื่องคงจะได้ความรู้ไปไม่ใช่น้อย ปกติที่นี่ไม่ค่อยมีทัวร์พาไปเที่ยวหรอกเนอะ หลังจากนั้นก็นั่งรถเมล์ไปส่งห้างที่มีคนพูดว่าต้องมาให้ได้เพราะว่าเป็นของส่งแล้วขายถูก พอแวปไปดูเย้ยยยยยยยย คนร้างงงงงงงงง แต่ก็แอบแวปไปดูหลายร้านอยู่ ของถูกมาก ช่วยด้วย เสื้อผ้าก็ดูดีมีตระกูล สามชิ้น พันเยนน เอิ่มมมมมมมมมมม ขายแบบนี้ให้ฟรีกันเลยดีกว่าน่ะ จากนั้นก็เดินมาขึ้นรถไฟกลับเพื่อไปแรดกันต่อที่นัมบะ
นัมบะเป็นสถานที่ที่เป็นศูนย์รวมวัยรุ่น มีของกิน ของขายมากมายถ้าจะเปรียบมันก็คล้ายๆฮาราจูกู ดึกๆเมื่อร้านรวงปิดก็มีคนมาเล่นดนตรีด้วย แถมเพราะมากๆเลย (แอบอยากไปดูไลฟ์เค้าเหมือนกันแต่ว่ากลับจากโอซาก้าซะก่อนเลยแอบเซ็งเล็กน้อย เรื่องของเรื่องคือนักร้องนำหล่อ เหอะๆๆๆ) เดินนัมบะกันถึงห้าทุ่ม เท้าก็ถึงการอวสาน เจ็บจนช้าไปหมดแล้ว จนไม่รู้สึกไรแล้ว โอ้ววววววววว มาญี่ปุ่นเดินจนได้โล่ เลนจำจนต้องกลับไปที่พักความจริงจะขึ้นรถใต้ดินก็ได้ ด้วยความงกถ้าขึ้นก็ต้องเสียค่าตั๋วเลยต้องเดินกลับไปที่JR numba ที่แสนไกล คาดว่าพรุ่งนี้จะไปเที่ยวจังหวัดอื่นได้อย่างไร เมื่อเท้าดิฉันถึงกาลอวสาน
เช้าวันที่ สาม ตื่นสาย ความจริงตื่นนานแล้วแต่ขาปวดแบบว่าไม่ไหวแล้ว เพราะเที่ยวกันไม่หยุด (จะเที่ยวก็ต้องลำบากถึงขนาดนี้เชียว = =) กว่าจะออกจากที่พักก็สิบโมง กว่าจะกินข้าวทำอย่างอื่นอีกทุกอย่างก็รวนแล้ว เลยเที่ยวแบบว่าอยากไปไหนก็ไปแล้วกัน วันนี้มีตารางว่าจะไปฮิเมะจิ หนังสือเขียนมาอย่างดีว่า ปราสาทนี้สวยมาก เพราะว่ายังคงความเหมือนของเดิมมาที่สุด เค้าโฆษณาซะขนาดนี้ไม่ไปก็ไม่ได้ชิมิ? หวังว่าจะไม่เหมือนปราสาทโอซาก้าที่แบบว่าเข้าไปแล้วเหมือนห้าง เพราะว่ามีลิฟท์ให้ขึ้นไปชั้นบนสุดแล้วค่อยเดินๆวนลงมาเรื่อยๆ แล้วมีแต่ประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น อ่านก็ไม่รู้เรื่อง เลยเดินๆไม่รู้จะทำอย่างไร แล้วก็นะคิดว่าปราสาทฮิเมะจิคงจะไม่เป็นเช่นนั้น แล้วก็ไม่เป้นเช่นนั้นจริงๆด้วยเพราะว่า ให้เดินขึ้นเองโดยที่ไม่มีลิฟท์แล้วบันไดแต่ละขั้นสูงมากกกกก ช่วยด้วยแล้วขึ้นประมาณ 7 ชั้น เหนื่อยจนเกือบจะขาดใจแล้วตายจากโลกนี้ไป ในนั้นก็มีอารมณ์ว่า ภาพวาด ห้องที่เจ้าหญิงเคยอยู่ บลาๆๆๆๆๆๆ แล้วปราสาททั้งหลังสร้างจากไม้ (โครงสร้าง) ก็สุดยอดดีหรอก แต่เหนื่อยเจียนจะขาดใจ เพราะปวดขาจากเมื่อวานด้วยมั้ง
จากนั้นจังหวัดฮิเมะจิก็ไม่มีไรเลยไปแรดกันต่อที่โกเบ ก่อนกลับจากฮิเมะจิ ตอนขาไปปรสาทลงที่สถานีฮิเมะจิแล้วเดินเอา (15นาทีคนญี่ปุ่น ก็แอบไกลอยู่ ) ตอนขากลับไม่มีปัญญาเดินอีกแล้ว เลยจะนั่งรถเมล์กลับไปยังสถานี แล้วรอผิดป้ายอีก เพราะรอนานมากแล้วไม่มีคันไหนไป เลยไปถามคนขายเลยได้ความว่ารอผิดป้าย รอซักสักรถเมลืก้มา พอขึ้นรถเมล์ก็ต้องดึงบัตรออกมาเพื่อให้รู้ว่าขึ้นจากตรงไหน แล้วเราไม่ได้ดึงเพราะว่าไม่รู้ ไอ้เด็ก ม.ปลายก็ขำกันใหญ่ (ก็ไม่รู้จะให้ทำอย่างไร เด๋วตบเกรียนแตกเลยนิ) พอถึงสถานีก็มุ่งหน้าต่อไปยังโกเบ
นั่งชินกันเซ็นไปยังโกเบ (เปลี่ยนรถที่โอซาก้าก่อน) เริ่มไปที่ aqurium พอไปถึงประตูก็ปิดใส่หน้า T^T เที่ยวกันไม่ดูเวลาจริงๆว่ามันปิดแล้ว ไปก็ได้ยินแต่เสียงเพลง ง่าอยากเข้า (_ _) เอาไว้มาวันหลังก็ได้ เรารันโปรแกรมแต่ไปที่ ร็อกโก้ (ไปยากอยู่เพราะต้องต่อรถไฟสายเฉพาะทาง แล้วก็ต้องไปต่อรถบัส) พอไปถึงก็โย่ว มันยังไม่ปิดนิน่า มันปิดดึก แล้วก็ซื้อตั๋วขึ้นรถรางไปยังบนเทือกเขา แล้ว.........ทั้งคันรถก็มีแค่เรากับเพื่อนเพียงสองคน โย่วรถเป็นของเรา (หลังจากนั้นเด๋วก็รู้ ว่าทำไมมีแค่สองคน) ก็นั่งเล่นในรถรางไปเรื่อยๆ แล้วถึงข้างบน แล้ว...
แล้ว...
แล้ว อย่างไร
เพราะว่าที่ที่ให้เที่ยว
เกะปิด
เรือถีบปิด
วัวปิด
คือทุกอย่างปิด
แล้วนายสถานีก็เช่นพวกเราก็ขำๆ แหมขำอ่ารายกันคนมันไม่รู้ก็ในหนังสือบอกว่าขึ้นมาตอนกลางคืนแล้วสวยมากๆ = = หนังสือนี่เชื่อไรไม่ได้จริงๆ ก็แต่วิวข้างบนคือมองลงไปแล้วเห็นเมืองโกเบจริงๆ แต่ว่าถ่ายไม่เห็นเพราะว่าแสงน้อยเกิ๊นนนนนนน ถ้าใครถามว่ามาเทือกเขาร็อกโกยัง เราจะได้โม้ว่ามาแล้ว (แต่มาแล้วลงเลย 5 5 5)
จากนั้นลงจากเทือกเขาร็อคโคก็หาเนื้อโกเบกิน กินแบบว่าไม่แพงมากประมาณ2000กว่าเยน แม้จะไม่ใช่เนื้อที่ดีมากแต่เป็นเนื้อที่ไม่มีควมเหนียวเลยแม้แต่น้อย กินแล้วเหมือนละลายในปาก อืมมมมมมม คำว่าอร่อยเป็นเยี่ยงนี้นี่เอง เค้าทำให้ดูตรงหน้าเรา มือพริวมากๆๆๆๆๆๆ แถมมีการบอกว่าให้อร่อยกับอาหารด้วยนะคร้าบ ก็อร่อยจริงอย่างที่เค้าบอก กินเนื้อเสร็จก็ได้เวลากลับโอซาก้าแล้น เข้าสู้โรงแรม เตรียมเที่ยวต่อในวันที่ 4
to be continue
edit @ 11 Apr 2008 00:03:22 by ~CoNCh~( ̄3 ̄)